‘ชาบี้ อลอนโซ่’ กับการค้าแข้งทั้งเรอัล โซเซียดัด ลิเวอร์พูล และเรอัล มาดริด

บทความ / 28 April 2020 / 147

“ผมรู้จักลิเวอร์พูล แต่ผมรู้ไม่มากพอ ผมไม่เคยรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของแอนฟิลด์ พลังงานและความหลงใหลจากเดอะ ค็อป ความงดงามยามค่ำคืนที่ทั้งสนามสั่นไหว และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม มันเป็นก้าวครั้งใหญ่ของผมด้วยวัย 22 ปีแต่ผมพร้อมสำหรับความท้าทายอยู่แล้ว ผมพร้อมที่จะซึมซับและเรียนรู้ให้เร็วที่สุด การเรียนรู้ที่รวดเร็วเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคย”

“เรอัล โซเซียดัด สโมสรอาชีพแห่งแรกของผม ผมไม่เคยเล่นในทีมโรงเรียนหรือแม้แต่ทีมเยาวชน แต่ผมกลับตรงเข้าไปในทีมสำรองเลย แล้วผมเตรียมตัวยังไงล่ะ? ต้องขอบคุณ แอนติกูโอโก้ ทีมจาก ซาน เซบาสเตียน ที่ผมใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการเป็นนักเตะ พวกเขาไม่ใช่สโมสรอาชีพ แต่มันก็ได้ผลดีมาก ๆ เรามีทีมที่ดีมาก ๆ ซึ่งมีผู้เล่นอย่าง มิเกล อาร์เตต้า, อาริตซ์ อาดูริซ, อันโดนี่ อิราโอล่า และ มิเกล พี่ชายของผม”

“ที่แอนติกูโอโก้ ทุกอย่างมันเกี่ยวกับลูกบอล, เทคนิค และความเข้าใจในเกม รากฐานที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่อยู่กับเราทุกคนในอนาคต มันมอบหลักการที่ดีและความประพฤติที่ดีในการช่วยให้เราก้าวหน้าและเติบโตในฐานะผู้เล่น จากช่วงเวลาที่ผมได้ลงประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ของ เรอัล โซเซียดัด ความฝันของผมคือการคว้าแชมป์กับพวกเขา ไม่กี่ปีต่อมาความฝันนั้นก็เกือบจะเป็นจริง”

“ในฤดูกาล 2002/03 เรามีกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ด้านฟุตบอลที่ดี เรามีผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมากมายจากต่างประเทศอย่าง ดาร์โก้ โควาเซวิช, นิฮัต คาห์เวซี่ และ วาเลรี่ คาร์ปิน เหล่าผู้เล่นที่ช่วยให้เรามีลุ้นแชมป์ และ เรย์นัลด์ เดอนูแอ็กซ์ เราจึงมีผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสที่ทำให้เราได้เล่นในวิธีที่แตกต่าง”

“ไม่มีใครคาดคิดเลย แต่ฤดูกาลนั้นเรามีโอกาสแย่งแชมป์กับ เรอัล มาดริด จนถึงวันสุดท้าย มันเป็นความฝันสำหรับเราทุกคนและเราเข้าใกล้มันมาก ๆ สำหรับ เรอัล โซเซียดัด การคว้าแชมป์ลีกนั้นมันสำคัญพอ ๆ กับ แชมเปี้ยนส์ลีก หรือ ฟุตบอลโลก เลยนะ การเข้าใกล้และพลาดในตอนท้าย…ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่ามันเป็นกับหนามยอกอก”

“กุญแจสำคัญสำหรับผมในการตัดสินใจไปลิเวอร์พูลคือความมุ่งมั่นและความจริงจังของบอร์ดบริหารของสโมสร และแน่นอนว่าผู้จัดการทีม ตอนที่ ราฟา เบนิเตซ โทรหาผม เขาอธิบายอย่างชัดเจนว่าโปรเจ็กต์เป็นแบบไหน มันไม่ใช่โปรเจ็กต์ระยะสั้น แต่เป็นโปรเจ็กต์ระยะยาว ราฟามักใหญ่ใฝ่สูงมาโดยตลอด ในเวลานั้นเขาเพิ่งได้แชมป์ลาลีกา และ ยูฟ่า คัพ กับบาเลนเซีย ดังนั้นความคาดหวังจึงสูง แต่เขาก็รู้ว่าเขาจะต้องสร้างทีมทีละขั้นตอนไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว”

“เขาบอกผมถึงสิ่งที่เขาต้องการจากตัวผม มันชัดเจนมาก ๆ เขาอยากให้ผมเล่นในตำแหน่งกองกลางเคียงข้าง สตีวี่ เจอร์ราร์ด และ ดีดี้ ฮามันน์ และพยายามเพิ่มการคอนโทรลให้มากขึ้น เพราะเรารู้ว่าพรีเมียร์ลีกนั้นมีความเข้มข้นมากเพียงใด การพยายามปรับตัวให้เข้ากับจังหวะนั้นเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผม”

“ตอนที่คุณเข้าไปในห้องแต่งตัวที่มีความเสถียรมาก ๆ ร่วมกับผู้เล่นที่อยู่ที่นั่นมานาน มันสำคัญที่พวกเขาจะให้การต้อนรับคุณ ที่ลิเวอร์พูลมีนักเตะขาใหญ่อย่าง สตีวี่, เจมี่ คาร์ราเกอร์, ดิดี้ และ ซามี่ ฮูเปีย พวกเขาเป็นผู้นำของทีม และพวกเขาก็ให้การยอมรับผมอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าพวกเขามองเห็นอะไรบางอย่างในตัวผมและนั่นทำให้การต้อนรับที่อบอุ่นและราบรื่นขึ้น ความจริงก็คือผมสามารถเรียนรู้จากพวกเขา ได้รับจากประสบการณ์ของพวกเขา นั่นหมายความว่ามันใช้เวลาไม่นานนักสำหรับผมในการปรับตัว”

“ไม่กี่เดือนหลังจากที่ผมมาอยู่ลิเวอร์พูล ผมจำได้ว่าได้ดวลกับทีมอินวินซิเบิ้ลของอาร์เซน่อลที่แอนฟิลด์ซึ่งมีทั้ง ปาทริค วิเอร่า, เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก, โรแบร์ ปิแรส, เธียร์รี่ อองรี ซึ่งเป็นทีมที่น่าทึ่ง แต่เราเอาชนะพวกเขาได้ 2-1 และผมยิงประตูแรกด้วยนะ การได้เพิ่มความมั่นใจตั้งแต่ช่วงต้น สำหรับผมแล้วมันแบบว้าวเลย นี่คือสิ่งที่ผมชอบ นี่คือสิ่งที่ผมรัก ผมอยากจะสร้างผลกระทบที่ดีให้ทีม ผมอยากที่จะสนุกไปกับมัน”

“พรีเมียร์ลีกมอบช่วงเวลาที่ดีให้ผมมากมาย เกมที่เจอกับเชลซีในยุคแรกของ โจเซ่ มูรินโญ่ นั้นเป็นเหมือนการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ ปีแรกนั้นเราเอาชนะพวกเขาได้ในรอบรองชนะเลิศของแชมเปี้ยนส์ลีก ปีต่อมาเราชนะในรอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ และเอาชนะพวกเขาในรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้งในปีถัดจากนั้น เราได้เจอกันอย่างน้อย 4 ครั้งของทุกปี แต่ผมโอเคนะ ผมรักเกมเหล่านั้น และผมรักการแข่งขันกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เขาคือผู้เล่นที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยุติธรรมมาก ๆ”

“แน่นอนว่าฤดูกาลแรกของผมในลิเวอร์พูลจะถูกจดจำได้เสมอว่าเป็นหนทางที่นำไปสู่อิสตันบูล ผมพูดได้มากมายเกี่ยวกับถนนสายนั้น มันเกิดขึ้นในคืนวันที่ 8 ธันวาคม 2004 ค่ำคืนมหัศจรรย์ครั้งแรกที่แอนฟิลด์ที่ผมอยู่ เราเล่นกับ โอลิมเปียกอส มันเป็นเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มและในครึ่งแรกเราตามหลังอยู่ 1-0 หากอยากผ่านเข้ารอบเราต้องยิงให้ได้ถึง 3 ประตู”

“คุณไม่อยากให้ผมเตือนหรอกว่า สตีวี่ ทำประตูชัยในนาทีสุดท้ายของเกม แต่ผมมั่นใจว่าเดอะ ค็อป มีส่วนร่วมอย่างน้อยหนึ่งในประตูเหล่านั้น เพราะด้วยพลังงานและความหลงใหลที่พวกเขาส่งมอบในคืนนั้น มันน่าทึ่งมาก ๆ แอนฟิลด์กำลังสั่นไหว คุณต้องอยู่ที่นั่นเพื่อสัมผัสกับค่ำคืนที่สวยงาม มันวิเศษจริง ๆ”

“เมื่อผมมองย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่ลิเวอร์พูล ผมคิดว่ามันเป็นปีสุดท้ายที่เราน่าจะมีทีมที่ดีที่สุด เราได้คะแนนมากมายในลีกในฤดูกาลนั้น แต่ในปีนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และ เชลซี ก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นการแข่งขันที่ยากลำบาก การคว้าแชมป์ลีกในปีนั้นถือเป็นโบนัสในช่วงเวลาของผมที่ลิเวอร์พูล แต่ในท้ายที่สุดแล้วเรามีความรู้สึกว่าเราทำแต้มหล่นในช่วงแรกของฤดูกาลซึ่งมันสร้างความแตกต่าง เราจบซีซั่นด้วยการมี 86 แต้ม แต่ยูไนเต็ดมี 90 แต้ม ผมรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมองหาความท้าทายอีกครั้ง และมันไม่มีความท้าทายที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่าการย้ายไปที่ เรอัล มาดริด แล้ว”

“พวกเขาผ่านช่วงเวลาหลายปีที่ไม่ได้อยู่ในจุดที่พวกเขาควรอยู่ พวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนส์ลีกมานานหลายปี ตอนนี้โปรเจ็กต์ใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น และสโมสรเชื่อใจผมมาก ๆ ในแง่ของบทบาทที่สำคัญที่ผมสามารถมีในทีม นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ผมจริง ๆ”

“ในปีนั้นมันมีการเซ็นสัญญากับผู้เล่นหลายคนทั้ง กาก้า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า, อัลบาโร่ อาร์เบลัว, ราอูล อัลบิโอล, เอสเตบัน กราเนโร่ เราจบอันดับสองของลีกด้วยการตามหลังแชมป์ 3 คะแนนและผิดหวังในแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ผมคิดว่ามันเป็นปีที่ฐานรากได้ถูกวางเอาไว้สำหรับโปรเจ็กต์ที่ยอดเยี่ยม ในท้ายที่สุดแล้วมันก็ทำให้เราได้ ลา เดซิม่า (แชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยที่ 10)”

“แต่มันก็ยากสำหรับเรา ในปีที่ผ่านมาเราเผชิญกับความท้าทายที่โหดร้ายกับ บาร์เซโลน่า ที่ไม่ใช่บาร์เซโลน่าตามปกติ แน่นอนว่าโดยปกติแล้วพวกเขาเป็นทีมที่ดี แต่บาร์เซโลน่าของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นทีมที่พิเศษ หลังจากที่ได้ดวลกับพวกเขาหลายครั้ง เราจะได้รู้จักกันอย่างละเอียด และเราเริ่มเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เราได้ต่อสู้กับพวกเขาแบบตัวต่อตัว นับจากนั้นเป็นต้นมาผลลัพธ์ก็ออกมาดีมาก ๆ และมันนำไปสู่ ลา เดซิม่า”

“ก่อนหน้าศึกแชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่ลิสบอน เกมที่เจอกับ บาเยิร์น มิวนิค รอบรองชนะเลิศ นั้นเป็นเกมที่เข้มข้นและถูกเรียกร้องมากที่สุดสำหรับเรา เราชนะได้ 1-0 ในเลกแรกที่บ้าน แต่ในเลกสองผมทำผิดพลาดและโดนใบเหลืองซึ่งนั่นหมายความว่าผมจะไม่ได้เล่นในรอบชิงชนะเลิศ ในขณะนั้นโลกของผมก็พังทลายลง”

“หนึ่งเดือนต่อมาผมต้องเฝ้าดูรอบชิงชนะเลิศจากข้างสนาม ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก ๆ ที่ไม่สามารถลงสนามได้ การลงเล่นเพื่อสิ่งที่ผมต่อสู้มาอย่างหนัก มันเกมที่ยากมาก ๆ มันเป็นเวลานานในการแข่งขันที่ดูเหมือนว่าโชคมันไม่เข้าข้างเราเลย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยลูกโหม่งของ เซร์คิโอ รามอส ทุกอย่างเปลี่ยนไป นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับฟุตบอล มันทำให้คุณประหลาดใจอย่างมากและมีความสุขมาก ๆ”

“นั่นเป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลที่ผมตัดสินใจเลิกเล่น ผมไม่สามารถทิ้งมันไว้ได้ ตอนที่ผมเริ่มต้นบทบาทฝึกสอนกับทีมเยาวชนที่ เรอัล มาดริด มันเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผมนะ เพราะผมใช้เวลานานมากในการเล่นในระดับสูง การปรับตัวให้เข้ากับเด็ก ๆ ระดับการเล่นของพวกเขา นั่นทำให้ผมต้องเปลี่ยนข้อความและวิธีการสื่อสารของตัวเอง”

“มันทำให้ผมพึงพอใจมาก ๆ ที่จะทำมัน และผมก็อดไม่ได้ที่จะมองเห็นตัวเองในเหล่าผู้เล่นรุ่นเยาว์ ในสายตาของพวกเขา ความหวังและความปรารถนาของพวกเขา ความฝันที่พวกเขามีด้วยหลายปีที่รออยู่เบื้องหน้าพวกเขา ตอนนี้ผมกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ถึงจุดเริ่มต้นของผม เรอัล โซเซียดัด ที่ซึ่งความฝันแรกของผมเกือบจะเป็นจริง และอีกครั้งผมพร้อมแล้วสำหรับความท้าทาย พร้อมที่จะหมกมุ่น”

ที่มา : https://www.coachesvoice.com