บทวิเคราะห์ทำไม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถึงกลายเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลก

บทความ / 26 April 2020 / 218

ช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค นั้นคือการอยู่กับ วิลเล่ม ทเว และจากนั้นคือ โกรนิงเก้น จากจุดนี้เรามองไม่ออกเลยว่าเขาจะก้าวมาเป็นนักเตะแถวหน้าของโลกได้อย่างไร แต่เดิมแล้วเขาเป็นกองหน้าก่อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นแบ็คขวาแล้วมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค

การย้ายไปอยู่กับ เซลติก ในปี 2013 ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์เท่านั้นทำให้เขายกระดับฝีเท้าตัวเองขึ้นมา เขาได้อยู่กับทีมที่แทบจองความสำเร็จในสก็อตแลนด์ เช่นเดียวกับการได้ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นประจำ ก็เป็นส่วนช่วยสำคัญทำให้ผลงานของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยผลงานนที่น่าประทับใจทำให้ เซาแธมป์ตัน เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมในปี 2015 แม้หลายคนมองว่ามันเป็นการย้ายทีมที่ลดพัฒนาการของตัวเองก็ตาม แต่ถึงกระนั้นการได้มาเล่นในพรีเมียร์ลีกคือการตัดสินใจที่ถูกต้องเมื่อเขาต่างเป็นที่ต้องการของยักษ์ใหญ่ของอังกฤษจนสุดท้ายเป็น ลิเวอร์พูล ที่คว้าตัวไปครอบครองด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลสำหรับกองหลัง 75 ล้านปอนด์ในสมัยนั้นเมื่อปี 2018

จากนั้น ฟาน ไดจ์ค ได้พัฒนาจนมาเป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในทีมลิเวอร์พูลเวลานี้ ในการวิเคราะห์แทคติกนี้เราจะตรวจสอบจุดแข็งที่ทำให้กองหลังดัตช์แมนถึงเป็นผู้เล่นที่โดดเด่น

การป้องกันยามดวลกับคู่ต่อสู้

ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็ค หน้าที่สำคัญของ ฟาน ไดจ์ค คือการป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตู รูปแบบการเล่นโดยทั่วไปของลิเวอร์พูลนั้นคือการครอบครองบอลเป็นหลักเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมเกมได้และมันก็เป็นเรื่องยากที่คู่ต่อสู้จะสร้างสรรค์โอกาสในการโจมตีได้

แม้ในยามที่คู่ต่อสู้สามารถหาพื้นที่ในการสร้างสรรค์โอกาสได้ พวกเขาก็ดันมาเจอ ฟาน ไดจ์ค เขาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวเองในฐานะกองหลังที่โดดเด่นมาก ๆ ในการดวลกับคู่ต่อสู้แบบตัวต่อตัว ความแข็งแกร่งและความเร็วของเขาทำให้ยากมาก ๆ สำหรับกองหน้าคู่แข่งจะเอาชนะได้ ขณะเดียวกันเขาก็อ่านเกมได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน

เราได้เห็นความสามารถในการอ่านเกมของเขาไปแล้วหลายครั้งโดยเฉพาะในเกมที่พบกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เมื่อคู่แข่งกำลังจะมีโอกาสเข้าไปในพื้นที่เขตโทษ แม้ว่า ฟาน ไดจ์ค มีแนวรุกอีกคนที่ต้องประกบที่ข้างหน้า แต่ด้วยการอ่านเกมที่เฉียบขาดเขาสปีดและสกัดบอลได้อย่างหมดจด

ฟาน ไดจ์ค ใช้ความเร็วของเขาเป็นประโยชน์และใช้ได้ดีในคุมพื้นที่ยามเป็นกองหลังตัวสุดท้าย เราได้เห็นไปแล้วเช่นกันในเกมที่พบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในขณะที่คู่แข่งได้โอกาสโต้กลับ เขาเป็นกองหลังตัวสุดท้ายที่ต้องคุมแนวรุกคู่แข่งสองคน ซึ่งคนที่ครองบอลเตรียมส่งไปให้อีกคนที่กำลังรอออกตัวเพื่อสปีดหนี แต่กองหลังดัตช์แมนอ่านเกมและกะจังหวะได้ดีพอที่จะเสียบสกัดบอลอย่างยอดเยี่ยม

ความสามารถในการจ่ายบอล

เราได้พูดคุยกันแล้วในข้างต้นว่า ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์นั้นเน้นการครองบอลและบีบคู่แข่งสูงเป็นหลัก จากความสำเร็จของพวกเขาในสองฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเราได้เห็นแล้วว่าคู่แข่งเริ่มจับทางและใช้วิธีการที่คล้ายคลึงเพื่อรับมืออย่างการบล็อคต่ำซึ่งจะปิดกั้นพื้นที่ในการเล่นเกมรุกของลิเวอร์พูลได้ดีทีเดียว

มันเป็นผลที่ทำให้เซ็นเตอร์แบ็คในระบบนี้จะต้องสามารถเล่นกับลูกบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟาน ไดจ์ค เป็นกองหลังที่เล่นกับลูกบอลได้ดีมาก ๆ และสามารถกระจายบอลไปยังทุกพื้นที่ของสนามได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมองหาโอกาสในการวางบอลข้ามแนวรับคู่แข่งเพื่อช่วยให้ทีมของเขาสามารถเล่นเกมรุกได้เช่นกัน

เราได้เห็นตัวอย่างของการผ่านบอลของเขาที่มักจะพาบอลไปเล่นในช่วงครึ่งสนามจนเลยถึงฝั่งคู่แข่ง เมื่อคู่แข่งตั้งรับใกล้เขตโทษมากถึง 7 คน คุณจะได้เห็นได้ว่า ซาลาห์ คอยชี้มือทำสัญญาณเพื่อขอให้ ฟาน ไดจ์ค ยกบอลข้ามแนวรับ คล้ายกับกรณีในเกมที่พบกับ นาโปลี เมื่อคู่แข่งแฮปปี้ที่จะตั้งรับในแดนตัวเองทั้งทีม นั่นทำให้กองหลังดัตช์แมนได้มีพื้นที่สำหรับการวางบอลยาวหรือการจ่ายบอลในพื้นที่ต่าง ๆ

การพาบอลไปข้างหน้าของ ฟาน ไดจ์ค

ตัวอย่างคือตอนที่เขารับลูกบอลจากผู้รักษาประตูในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเขาก็พาบอลไปข้างหน้าทันที การเคลื่อนที่แบบนี้ทำให้ผู้เล่นสองคนของปีศาจแดงต้องเข้ามาแย่งบอล และมันก็ไม่ได้สะทกสะท้านต่อ ฟาน ไดจ์ค มากนักกับความกดดันนั้น ก่อนที่เขาได้มีโอกาสจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมและเล่นเกมรุกต่อไป

นอกจากการเป็นกองหลังที่เล่นเกมรับที่แข็งแกร่งแล้ว ฟาน ไดจ์ค ยังมีความอันตรายต่อคู่แข่งเมื่อได้มีโอกาสพาบอลขึ้นมาจากแผงเกมรับของตัวเองเพื่อเป็นฐานในการครองบอล การมีเซ็นเตอร์แบ็คที่สามารถเลี้ยงบอลบอลไปข้างหน้าเพื่อครอบครองบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันบังคับให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทำลายแผงเกมรับของตัวเองและพยายามวิ่งไล่บอลเพื่อไม่ให้ครองบอลได้ถนัด

ฟาน ไดจ์ค มีความมั่นใจในการครอบครองบอลอย่างมากและรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้ครองบอลภายใต้แรงกดดันจากคู่แข่ง มันเป็นสถานการณ์ที่คล้ายกับที่นี่เมื่อเจอ สเปอร์ส โดยที่ ฟาน ไดจ์ค ได้มีพื้นที่ว่างในการพาบอลขึ้นไปถึงครึ่งสนามของคู่แข่ง และมันเป็นอีกครั้งเมื่อคู่แข่งขยับเข้าใกล้ แผงเกมรับของคู่แข่งจะกระจายตัวพร้อมปล่อยพื้นที่ว่างให้ ฟาน ไดจ์ค วางบอลเข้าไป

สรุป

หากทีมต้องการเล่นเกมรับบล็อกต่ำและเล่นบอลยาวและแบบไดเรกต์ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จะเป็นกองหลังที่สมบูรณ์แบบ หากพวกเขาต้องการเล่นเกมรับที่ป้องกันสูงพร้อมด้วยสไตล์การครอบครองบอล ฟาน ไดจ์ค จะเป็นกองหลังที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน

มันไม่มีสิ่งไหนเลยที่เขาไม่สามารถทำได้ในเกมรับ แน่นอนว่าคุณสามารถส่งเขาไปเล่นตำแหน่งฟูลแบ็คหรือบทบาทหมายเลข 6 ได้เช่นกัน และเขาก็จะสร้างความประทับใจได้อย่างมาก สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับแนวรุกฝ่ายตรงข้ามคือ ฟาน ไดจ์ค นั้นอยู่ในช่วงที่พีคมาก ๆ และเขาควรจะสร้างความประทับใจต่อไปอีกหลายปีทีเดียว

ที่มา : https://talksport.com