หลังเกมลิเวอร์พูลชนะบอร์นมัธ 2-1 (7 มีนาคม 2563)

หลังเกม / 8 March 2020 / 624

หงส์แดง ลิเวอร์พูล จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ที่ฟอร์มการเล่น สามเกมหลังสุดทุกทัวร์นาเมนต์นั้นไม่สู้ดีหลังพ่ายแพ้ 3 เกมติดต่อกัน ในเกมนี้ได้โอกาสเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของบอร์นมัธ ที่มีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียง 2 คะแนนเท่านั้นและอยู่ลำดับที่ 18 ของพรีเมียร์ลีก เกมนี้มีหลายอย่างที่ลิเวอร์พูลเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

บอร์นมัธเปิดเกมบุก ไม่มาเกมรับ เมาหมัดตั้งแต่ต้นเกม

ผู้จัดการทีมเอ็ดดี้ ฮาว ของบอร์นมัธสั่งลูกทีมเล่นเกมบุกใส่ลิเวอร์พูลเพราะต้องการอย่างน้อย 1 คะแนนในแอนฟิลด์เพื่อขยับหนีโซนตกชั้นที่ห่างเพียง 2 แต้มเท่านั้นและก็ทำได้ตั้งแต่ น.9 ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้ยากและเมาหมัดอยู่พักใหญ่ แต่การเล่นเกมบุกในแอนฟิลด์ถือว่าเป็นการเปิดตาให้นักเตะลิเวอร์พูลตั้งแต่ต้นเกมเช่นเดียวกัน

ซีดุม จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม แดนกลางความสมูท

หลังจากที่ได้พักในเกมเอฟเอคัพกับเซลซีเกมนี้ไวนาดุมกลายเป็นฟันเฟือยที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลเติมเกมบุกได้อย่างราบรื่นในการพลิกบอลขึ้นไปในแดนหน้าจากแดนหลัง ช่วยให้ซาดิโอ มาเน่ มีพื้นที่ในวิ่งสอดและวิ่งขึ้นไปริมเส้น เพราะเกมนี้แอนดูร โรเบิร์ตสัน มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจึงไม่มีชื่อแม้แต่ม้านั่งสำรอง

เฟอร์กิล ฟานไดค์ ปราการหลังยังคงนิ่ง ดั่งภูผา

ปฏิเสธไม่ได้แม้ว่าลิเวอร์พูลจะโดนยิงนำไปก่อนตั้งแต่ นาที 9 แต่การอยู่แดนหลังของเฟอร์กิล ฟานไดค์ ก็ช่วยให้ลิเวอร์พูลพ้นความอันตรายหลายต่อหลายครั้งด้วยกันแถมเกมนี้ยังีแอสซิสให้กับซาดิโอ มาเน่ได้จบสกอร์ที่ 2 อีกด้วย

ระบบการเล่น 4-3-3 ของลิเวอร์พูล เริ่มมีน้ำซิม

หลังจากที่ไม่มีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือแม้บางเกมที่อยู่ ก็ดูเหมือนว่าจะมีปัญหากับแนวรุกที่มีความเร็วและการเล่นบอลไดเร็คจากแดนหลังของคู่แข่ง โยนตัดข้ามแนวรับทางด้านของโจ โกเมช ซึ่งเกมนี้ก็เสีย 1 ประตูให้กับคู่แข่งจากจุดเริ่มขึ้นในแนวรับจากการวางบอลตัดข้ามแนวรับ

ไร้แวว ลูกยิงนอกกรอบเขตโทษ

อเล็ก อ็อกเลดแชมเบอเลน มิดฟิลด์ทีมชาตอังกฤษความหวังใหม่ของหงส์แดงจากการหายไปของคูตินโญ่ ยังคงหวังพึ่งลูกยิงไกลจากแถวสองไม่ได้เช่นเดิมหลังเกมนี้ได้รับโอกาสลงตัวจริงและได้มีโอกาสส่องไกล หลายต่อหลายครั้งแต่บอลก็ไม่เข้ากรอบแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้การหวังผลจากลูกยิงไกลในเกมบอร์นมัธที่ตั้งโซนแนวรับอย่างเหนียวแน่นนั้นก็ไร้ประโยชน์

เกมรุกคมกริบ ดุดัน ไม่หวงบอล

 เกมนี้ต้องยกให้สามประสานแนวรุกที่ประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งซาดิโอ มาเน่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีมิโน่ จากสกอร์ตีไข่แตกตั้ง หากเป็นปกติก็อาจจะยิงไปแล้วสำหรับซาดิโอ มาเน่ แต่เกมนี้กลับส่งให้ ซาลาห์ และดาวยิงชาวอียิปต์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ยิงลูกตีไข่แตกได้ ส่วนลูกที่สองก็ต้องยกให้ซาดิโอ มาเน่ ที่สปีดบอลหลุดแนวรับของบอร์นมัธ ส่วนซาลาห์นั้นวิ่งทำทางดึงตัวประกบก่อนที่ซาดิโอ มาเน่จะยิงประตูชัยในเกมนี้

ไร้สกอร์ในแอนฟิลด์เช่นเคยสำหรับฟอลล์ไนล์ของทีม

โรแบร์โต้ ฟิมิโน่ หัวหอกชาวบลาซิลเลียนของทีม ยังคงเป็นกองหน้าคนเดียวที่ยังไม่สามารถทำสกอร์ในแอนฟิลด์ได้ในฤดูกาลนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ในเกมที่ต้องไปเยือนในความมหัศจรรย์สุดติ่งของพ่อคนนี้ก็ยิงประตูชัยเกมเยือนมาแล้วหลายเกม

สุดปลายเหยียดสตั๊ดของเจมส์ มิรเนอร์

จากการวิ่งไปกระโดดสกัดบอลที่กำลังจะเข้าประตูของบอร์นมัธ ทำให้เรียกเสียงเชียร์จากเหล่าเดอะค็อปป์ได้อย่างดัง เพราะเป็นจังหวะที่อาเดรียนออกมาช้าทำให้โดนสกิดบอลข้ามหัวแต่บอลกำลังจะย้อนเข้าประตู แต่กัปตันในเกมนี้วิ่งไปสกัดจากปากประตูได้อย่างน่าเหลือเชื่อมิเช่นนั้นแล้วเกมนี้บอร์นมัธก็อาจจะมี 1 แต้มกลับบ้าน

อาเดรียนยังคงไว้ใจได้เสมอสำหรับเดอะค็อปป์

เกมนี้ถึงแม้จะไม่มีอลิสซง เบ็คเกอร์นายทวานมือหนึ่งที่มีอาการบาดเจ็บสะโพก แต่อาเดรียนก็ยังโชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมหลังซุปเปอร์เซฟไปด้วยกันหลายลูก จากจังหวะยิงไกล และขึ้นโขกจากลูกเตะมุม ช่วยให้ลิเวอร์พูลไม่เสียประตูเพิ่มจากการโดนนำลูกแรกก็โทษผู้รักษาประตูรายนี้ไม่ได้เพราะเป็นการยิงแบบจ่อๆ เซฟได้ถือว่ากำไร ไม่ได้ก็ต้องทำงานหนักต่อไป